สธ.เฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาในตปท.ใกล้ชิด

สธ. เฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เผยผลการประชุมของ WHO ล่าสุด พร้อมย้ำประเทศไทยยังคงมาตรการเข้มข้นและต่อเนื่อง กระทรวงสาธารณสุข เฝ้าระวังโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาในต่างประเทศอย่างใกล้ชิด เผย WHO แจ้งยังไม่เข้าข่ายภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ ประเทศไทยยังคงมาตรการเข้มข้นตามระบบที่วางไว้อย่างต่อเนื่องใน 3 ระดับ ปัจจุบันมีผู้เดินทางจากพื้นที่เสี่ยงเข้ามาในไทยแต่ยังไม่พบผู้ติดเชื้อแต่อย่างใด

พร้อมแนะนำประชาชนให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสสัตว์ป่าที่นำเข้ามาโดยไม่ผ่านการตรวจโรคทั้งที่ป่วยหรือไม่ป่วย และหลีกเลี่ยงการรับประทานสัตว์ป่าที่ป่วยตายโดยไม่ทราบสาเหตุ นายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงกรณีที่มีรายงานข่าวองค์การอนามัยโลกรายงานพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสอีโบลาในในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DR Congo) ที่มีการแพร่ระบาดเข้าสู่เขตเมืองและผลการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญขององค์การอนามัยโลกเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม มีความเห็นว่าสถานการณ์ยังไม่ถึงระดับที่จะประกาศเป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ สถานการณ์ผู้ติดเชื้ออีโบลาในพื้นที่ดีอาร์คองโก ตั้งแต่วันที่ 4 เม.ย. – 17 พ.ค.2561 มีผู้ติดเชื้อแล้ว 45 ราย โดยเป็นผู้ป่วยที่ยืนยัน 14 ราย และมีผู้ป่วยที่สงสัยและรอผลยืนยันโรครวม 31 ราย อย่างไรก็ตาม หน่วยงานในพื้นที่ที่ได้เข้าควบคุมสถานการณ์ของโรคแล้ว

นายแพทย์สุวรรณชัย กล่าวอีกว่า กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงดำเนินมาตรการเฝ้าระวังป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสอีโบลาตามระบบที่วางไว้อย่างต่อเนื่อง และเข้มข้นทั้ง 3 ระดับ ได้แก่ 1.ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ 2.โรงพยาบาลภาครัฐและภาคเอกชน และ 3.ในระดับชุมชน โดยเฝ้าระวังและตรวจคัดกรองผู้ที่มีประวัติเดินทางมาจากพื้นที่ระบาดในทุกๆ ช่องทางเข้า-ออก ทั้งที่ด่านสนามบิน ด่านท่าเรือ และด่านชายแดน และติดตามอาการจนครบ 21 วันตามมาตรฐานที่กำหนด หากมีไข้จะรับเข้าดูแลในโรงพยาบาลที่จัดเตรียมไว้ทั้งใน กทม.และต่างจังหวัด เพื่อให้การรักษาตามมาตรฐานที่กำหนด และจะติดตามอาการผู้สัมผัสทุกคน ปัจจุบันมีผู้เดินทางจากประเทศดีอาร์คองโกมาประเทศไทยประมาณ 30-50 คน/เดือน โดยทุกคนได้รับการตรวจคัดกรองตามมาตรฐานที่ด่านควบคุมโรคฯ ของสนามบิน ขณะนี้ยังไม่พบผู้ป่วยโรคติดเชื้ออีโบลาแต่อย่างใด. ขอบคุณข้อมูลบางส่วนและติดตามข้อมูลฉบับเต็มที่ thaihealth