ระวังใช้สมุนไพรฆ่า”มะเร็ง” เสียโอกาสหายจากโรค!!

ระวังใช้สมุนไพรฆ่า”มะเร็ง” เสียโอกาสหายจากโรค!!
แพทย์ 2 สถาบันยืนยัน ไร้สมุนไพรไทยผ่านการรับรองรักษามะเร็งได้ เตือนผู้ป่วยเลือกรักษาผิดวิธี สูญเสียโอกาสหายขาดจากโรค

จากกรณีที่มีข่าวการแจกผลิตภัณฑ์ฟรีให้แก่ผู้ป่วยมะเร็ง ซึ่งโฆษณาว่ามีส่วนผสมของสมุนไพร และมีผู้ป่วยโรคมะเร็งเดินทางไปรอรับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นจำนวนมากนั้น ล่าสุดวันที่ 17 พ.ย. นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวให้ข้อมูลเตือนว่า ปัจจุบันสมุนไพรไทยที่มีอยู่ในรายการบัญชียาหลักแห่งชาติ 24 รายการ นำมาใช้ในสรรพคุณด้านอื่น เช่น บำรุงน้ำเหลือง เป็นต้น แต่ยังไม่มีสมุนไพรไทยตัวใด ที่ผ่านการรับรองให้ใช้รักษาโรคมะเร็งได้ เนื่องจากยังไม่มีผลทางวิจัยรองรับ ดังนั้นจึงขอเตือนผู้ป่วยโรคมะเร็ง ถ้าไม่แน่ใจในวิธีการรักษาแบบใหม่ๆโปรดปรึกษาแพทย์ด้านโรคมะเร็ง เพื่อได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง

สำหรับโรคมะเร็ง เป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งของคนไทย ปีละประมาณ 70,000 ราย และมีผู้ป่วยโรคมะเร็งรายใหม่ปีละประมาณ 120,000 ราย โดยมะเร็งที่พบบ่อยที่สุด 5 อันดับแรกในเพศชายไทย ได้แก่ 1.มะเร็งตับและทางเดินท่อน้ำดี 2.มะเร็งปอด 3.มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก 4.มะเร็งต่อมลูกหมาก และ 5.มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ส่วนในเพศหญิง ได้แก่ 1.มะเร็งเต้านม 2.มะเร็งปากมดลูก 3.มะเร็งตับและท่อน้ำดี 4.มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก และ 5.มะเร็งปอด การรักษาตามมาตรฐานมี 3 วิธีหลัก คือ ผ่าตัด ใช้ยาเคมีบำบัด และฉายรังสี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของโรคมะเร็ง รวมถึงระยะ และสภาพร่างกายของผู้ป่วยเป็นหลัก

ขณะที่ นพ.วีรวุฒิ อิ่มสำราญ ผอ.สถาบันมะเร็งแห่งชาติ เผยให้เห็นว่า ตามหลักวิชาการต้องนำผลิตภัณฑ์สมุนไพรมาตรวจเรื่องความปลอดภัยด้านจุลชีวะ โลหะหนัก และสารสเตอรอยด์ ว่ามีสารที่เป็นพิษต่อร่างกายหรือไม่ ศึกษาส่วนประกอบหลักที่เป็นสารออกฤทธิ์ของผลิตภัณฑ์ หลังจากนั้นนำไปศึกษาประสิทธิผลต่อเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง ในสัตว์ทดลอง และในคนป่วยจริง ตามลำดับ จึงจะสามารถนำมาใช้รักษามะเร็งได้อย่างมั่นใจ แต่กระบวนการต้องใช้เวลาหลายปีในการวิจัยจนได้ข้อสรุปที่ชัดเจน จึงฝากถึงผู้ป่วยมะเร็งโดยเฉพาะผู้ป่วยในระยะเริ่มต้น ควรใช้วิธีรักษามาตรฐาน ตามคำแนะนำแพทย์เป็นหลัก หากไปหลงเชื่อที่ยังไม่มีผลวิจัยยืนยัน อาจสูญเสียโอกาสในการหายขาดจากโรค แต่หากจะใช้ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ควบคู่ไปกับการรักษามาตรฐาน ก็ควรปรึกษาแพทย์ด้านโรคมะเร็งก่อนเพื่อความปลอดภัย.

ขอบคุณข้อมูล จาก เดลินิวส์